ลักษณะของสายน้ำและการอ่านสายน้ำ

     ความแรงของกระแสน้ำจะขึ้นอยู่กับส่วนประกอบต่าง ๆ ในธรรมชาติ เช่น ความลึก (Volume) โดยร่องน้ำยิ่งลึกมากกระแสน้ำก็จะยิ่ง
ไหลแรงมากขึ้นตาม 
     การไหลของน้ำ(Gradient) สามารถแยกได้เป็น 2 อย่างคือ แก่ง(Rapid) ซึ่งน้ำจะไหลเร็วและแรงมาก แอ่ง(Pool) น้ำจะไหลช้าและ
มีความลึกมาก ปกติโดยทั่วไป บริเวณต้นแก่งน้ำ จะไหลเอื่อยและช้ากว่ากลางแก่ง หรือปลายแก่ง อีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้และนักล่องแก่งต้อง
คำนึงถึงก็คือ ความเร็วของกระแสน้ำใต้ผิวน้ำและระดับน้ำจะต่างกัน โดยช่วงต่ำกว่าผิวน้ำลงไป กระแสน้ำจะค่อย ลดความเร็วลง

สำหรับความลาดเอียงของหินใต้น้ำ(River Bend) จะมีผลต่อความแรงของกระแสน้ำด้วย คือบริเวณที่ลึกน้ำจะไหล แรงกว่าบริเวณ
ที่ตื้น และภายใต้กระแสน้ำอาจจะมีหินใต้น้ำที่มองไม่เห็น และเป็นอันตรายไม่น้อย คือต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่ล้มขวางน้ำ อาจจะส่งผลอันตราย
ต่อลูกเรือ หรือตัวเรือได้

ร่องน้ำรูปตัววี(downstream V) สายน้ำจะบีบตัวเข้าหากันเป็นรูปตัววี โดยมีโขดหินสองข้างขวางลำน้ำ ทำให้เกิดเป็นร่องน้ำระหว่าง
หินนั้น ควรบังคับหัวเรือให้ตรงตามร่องตัววีนั้น แต่อย่างไรก็ตาม นายท้ายเรือจะต้องตัดสินใจในการ แก้ไขสถานการณ์ล่วงหน้าอีกครั้ง เพราะ
ช่องทางที่ดีที่สุดที่เห็นนั้น อาจจะพัดนักผจญแก่งไปกระแทกกับหินก็ได้ ร่องน้ำรูปตัววีคว่ำที่หันมุมแหลมเข้าหาเรานั้น จะเป็นอันตรายมาก
เรืออาจจะกระแทกกับหิน หรือน้ำอาจดูดเข้าไปหาจนทำให้เรือ หรือตัวเรากระแทกกับแก่งหินได้

น้ำวน ในกรณีนี้จะต้องพายเรือออกจากศูนย์กลางของวังน้ำวนให้เร็วที่สุดและกรณีผู้ที่ตกน้ำก็เช่นกัน จะต้องพยายามว่ายออกจากศูนย์กลาง
ให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่าฝั่งจะอยู่ทางใด และเมื่อหลุดจากวังน้ำวนมาแล้วค่อยว่ายเข้าหาฝั่ง

คลื่น(Wave) ในกระแสน้ำที่ไหลแรงและลึก หินใต้น้ำและผิวน้ำจะทำให้เกิดคลื่นน้อยใหญ่แตกต่างกันคลื่นนั้นอาจจะม้วนเป็นวงอย่างแรง
ควรพยายามหลีกเลี่ยง เพราะจะทำให้ควบคุมเรือยาก เรืออาจจะถูกกระแสน้ำม้วนทำให้พลิกคว่ำได้

น้ำนิ่งหลังแก่ง(Eddy) กระแสน้ำบริเวณหลังแก่งจะเป็นน้ำวนไหลย้อนทิศทาง ทำให้มีความแรงของน้ำน้อยลง สามารถใช้เป็นจุดพัก
เรือได้